หน้าหลักศูนย์พระเครื่องห้องแสดงพระวิธีเช่า-สั่งจองเว็บบอร์ดติดต่อโฆษณา
 
  พระกำแพงทุ่งเศรษฐี (เม็ดขนุน)
โดย จ.ส.อ. เอนก เจกะโพธิ์



พระกำแพงเม็ดขนุน พิมพ์ใหญ่
พระเครื่องกรุสำคัญๆ ในจังหวัดกำแพงเพชรนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายกรุ แต่ละกรุล้วนมีชื่อเสียง
ดีเด่นด้วยประการทั้งปวงมีเมตตามหานิยม ทำมาค้าขึ้น สมดังคำโบราณกล่าวขานกันมานาน
โดยกล่าวไว้เป็นคำพังเพยว่า"มีกูแล้วมึงไม่จน" คำๆ นี้คิดดูให้ดีจะเห็นจริงอย่างว่าหรือไม่
อย่างไร คิดเอาเองก็แล้วกัน ผมไม่มีความคิดเห็น

เราพูดกันถึงว่า ตามกรุพระที่สำคัญๆ นั้นทางฝั่งตะวันตก คือฝั่งนครชุม เราก็จะพบกับ
กรุตามพุ่ม กรุวัดบรมธาตุ, กรุท่าเดื่อ,กระตาลดำ,กรุผู้ใหญ่เชื้อ,กรุคลองไพร, เจดีย์กลางทุ่ง,
วัดซุ้มกอ,วัดหนองลังกา, วัดหนองพิกุล,กำแพงบ้านทุ่งเศรษฐี และกรุฤาษี

ข้ามฟากมาทางทิศตะวันออกก็พบวัดเจ็ดยอด, ศาลกลางจังหวัด, พระแก้ว, วัดพระธาตุ,
วัดกะโลไท, วัดดงหวาย, ศาลาหลักเมือง, วัดช้าง, วัดเชิงหวาย, วัดตะแบกกลาย, ไปถึงฝั่ง
ชากังลาวก็พบวัดป่ามืด, วัดช้างรอบ, วัดสี่อริยาบท,วัดพระนอน,วัดอาวาสใหญ่, วัดอาสาน้อย
ซึ่งอยู่ในโซนเดียวกัน และฝั่งเดียวกัน ใครจะพูดโน่นนี่ ที่นี่ก็ต้องค้านกันละ

คราวนี้เราพูดถึงพระลีลาเม็ดขนุน หรือกำแพงทุ่งเศรษฐีที่มาของพระพิมพ์นี้ เรียกกันตามถนัด
เพราะตามคนกำแพงเขาเรียกกัน หากเราเอ่ยนามพระกำแพงทุ่งเศรษฐี ก็หมายถึงทุ่งเศรษฐี
แล้วก็พลันให้นึกถึงภาพพระพิมพ์นี้ออกได้ในทันทีว่า พระองค์นั้นมีสัณฐานพิมพ์ทรงเช่นไร
พระกำแพงทุ่งเศรษฐี ส่วนกำแพงบ้านทุ่งเศรษฐีกับกรุฤาษีอยู่ใกล้เคียงกันเรียกว่า บริเวณฝั่ง
นครชุมทั้งหมดซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตก เราเรียกว่าต้นกำเนิดชื่อพระนี้ขึ้นมาว่าชื่อของท่านนั้นหนา
ไพเราะเพราะพริ้งเหลือขนาดคนอยู่ใกล้ๆ ยังยินดีไปด้วยเลย
ปางของทุ่งเศรษฐีที่เราเรียกกันนั้น มีลักษณะคล้ายลีลา คือก้าวเดินไปข้างหน้า ยกมือซ้ายปิดทรวงอก มือขวาทิ้งตรงตาม
ชายจีวร หันพระพักตร์เกือบตรง กรอบเส้นซุ้มด้านข้างมีลายกนก
แต่เป็นรำไรเท่านั้น ส่วนที่ไม่มีลายกนก ข้าพเจ้าไม่รู้จริงๆ
รูปทรงองค์ประกอบของพระ คล้ายเม็ดขนุนกรุทุ่งเศรษฐีหรือกำแพงทุ่งเศรษฐีพิมพ์เม็ดขนุน ก็เรียกกันไป ขออย่างเดียว
ให้เป็นของแท้เท่านั้น เรื่องคราบผิวสนิมกรุ แร่ต่างๆ แร่ลอยแร่จม ค่อยว่ากันอีกที

เมืองนครชุม ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำปิงฝั่งตะวันตก มีเจดีย์รูปทรงแบบพม่าอยู่ 1 องค์ ด้านใต้ มีพระอุโบสถ มีพระพุทธรูปสำริด
สมัยสุโขทัยและสมัยอยุธยาหลายองค์ด้วยกัน เดิมทีเป็นเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ที่เจ้าพระยาลิไทเสด็จมาสถาปนาและบรรจุ
พระบรมสารริกธาตุไว้ภายในเมื่อปี พ.ศ. 1900 ต่อมาพญาตะก่า (แซกอ) หรือแซงพอพ่อค้าไม้เมืองกำแพงเพชร ซึ่งมีจิต
ศรัทธาได้บูรณะปฏิสังขรพระเจดีย์ในวัดพระธาตุ เมืองนครชุม เมื่อปี พ.ศ. 2404 (จุลศักราช 1233)

พระยากำแพงเพชร เจ้าเมืองกรมการ จึงได้ทำหนังสือขออนุญาตลงมาที่กรุงเทพมหานครและต่อมาทางกรุงเทพฯ จึงได้ตอบ
อนุโมทนาและอนุญาตให้ พญาตะก่า (แซภอ) ได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุเจดีย์ที่เดิมมีอยู่ด้วยกัน 3 องค์ ได้รวมเป็น
พระบรมธาตุเจดีย์เพียงองค์เดียวาดังปรากฏเป็นสำเนาสารตราจากสมุหนายซึ่งได้รับผิดชอบกำกับดูแลหัวเมืองฝ่ายเหนือดังนี้

สารตรา เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์สมุหนายก อัครมหาเสนาบดี อภัยพิริยปรากรมพาหุมาถึงพระยาจ่าแสนเสนาบดี
ผู้สำเร็จราชการหัวเมืองฝ่ายเหนือ พระยากำแพงเพชรกรมการ ด้วยพระยากำแพงเพชรกรมการ มีใบบอกลงไปว่า
แซภอเกรี่ยงเข้ามาทำหนังสือสัญญาขอทำไม้าขรลักณป่าคลองสวนหมาก คลองวังจาว คลองประกัง แขวงเมือง
กำแพงเพชรได้ผลประโยชน์มาก แซภอมีใจศรัทธาอยากจะสร้างพระเจดีย์กอสวมพระเจดีย์เก่าที่วัดพระธาตุหน้าเมือง
กำแพงเพชร ฝั่งตะวันตก แซภอได้จ้างราษฎรทำอิฐได้เก้าหมื่น สิ้นเงินเก้าพันแถบคิดเป็นเงินตรา 4,442 จะก่อ
พระเจดีย์เก่าลงทั้ง 3 องค์ กว้าง 15 วา ยาว 15 วา ชัก 4 เหลี่ยม มีมุข 4 ด้าน แล้วจะก่อพระเจีดย์บนมุขด้านละองค์
ขอพระราชทานที่ก่อกำแพงรอบพระเจดีย์น่า 3 ศอก สูง 4 ศอก ห่างจากพระเจดีย์ออกไปอีก 10 วา จะเอาช่างเมืองนอก
เข้ามาก่อ กำหนดจะได้ลงมือ กรุทุ้งราก ณ เดือน 6 ค่างขึ้น ปีวอก จัตวาศก 4 แต่รูปพระเจดีย์เก่าที่ชำรุดหักพังลงนั้น
ได้ทำแผนที่ถ่ายตัวอย่างให้หลวงชำนาญภาษาคุมลงไปนั้น ได้แจ้งตามบอกแล้ว จึงได้ให้พระราชเสนาปลัดทูลฉลอง
กรมมหาดไทยฝ่ายเหนือนำบอกเสนอท่านเจ้าพระยาศรีสุริยาวงศ์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ท่านเจ้าพระยาภูธราภัย
ที่สมุหนายกได้ปฤษาพร้อมกับเห็นว่าแซภอเป็นเกรี่ยงมาทำป่าไม้ขรศักแขวงเมืองกำแพงเพชรมีทุนรอนมาก
แซภอมีใจศรัทธาจะถาปะนาพระเจดีย์เก่าทำมุขก่อกำแพงสวมพระเจดีย์ธาตุนั้นเป็นกองการกุศลของแซภอต่อไป
ในพระพุทธศาสนาจะได้เป็นที่สัการะบูชาแกเทพาและมนุษย์ แซภอได้ลงทุนซื้ออิฐสิ้นเงินหลายชั่ง ควรให้แซภอ
ถาปะนาพระเจดีย์ธาตุก่อกำแพงไว้ ก็จะได้เป็นสง่างามแก่เมืองกำแพงเพชร แต่อย่าให้แซภอถือใจขาดว่าเป็นของแซภอ
แซภอจะถาปะนาพระเจดีย์ธาตุในศาสนาฝ่ายไทยที่แขวงใดอีกก็ตามแต่ใจแซภอ ให้พระยาจ่าเสนาบดี พระยากำแพงเพชร
พูดจาชี้งแจงกับแซภอให้เข้าใจตามทองตรานี้สารตรามา ณ วัน 6 5ฯ ค่ำ ปีมะแม ตรีศก 8 ศักราช 1233 ฯ1

(กองจดหมายเหตุแห่งชาติ ร.5 รล.มท. เล่ม 5 เอกสารเย็บเล่ม กรมราชเลขาธิการรัชกาลที่ 5 กระทรวงมหาดไทย
(จ.ศ. 1232-1233) หน้า 263) พระบรมธาตุเจดีย์จึงได้รับการบูรณะเป็นพระเจดีย์ทรงมอญอย่างเช่นทุกวันนี้

ต่อมาในปี พ.ศ. 2392 เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)อดีตเจ้าอาวาส วัดระฆังโฆษิตาราม กทม. ได้เดินทาง
ขึ้นไปเยี่ยมญาติที่เมืองกำแพงเพชร และมีโอกาสได้อ่านศิลาจารึกที่วัดเสด็จ ซึ่งแปลได้ใจความว่า
"ในเจดีย์โบราณบรรจุพระบรมสารริกธาตุ อยู่ที่ตรงข้ามเมืองเก่า 3 องค์"
ซึ่งเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ยังได้ตำราในการสร้างพระผงสมเด็จฯ รวมทั้งคาถาชินบัญชร มาจาก
จารึกวัดเสด็จแห่งนี้อีกด้วย

ในช่วงระยะนั้น พระยากำแพงเพชร (น้อย) เป็นผู้ว่าราชการเมือง เมื่อทราบข่าวว่ามีพระเจดีย์โบราณบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
ดังที่ศิลาจารึกกล่าวไว้จึงได้ทำการสำรวจค้นหาจนกระทั่งค้นพบที่วัดพระบรมธาตุและได้ป่าวประกาศแก่ราษฎรทั้งให้ช่วยกัน
บูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่

ครั้นในสมัยพระยากำแพง (อ่อง) เป็นผู้ว่าราชการเมืองแทน ในรัชกาลที่ 5 ได้มีชาวเกรี่ยงชื่อ "แซภอ" หรือที่ราษฎรเรียก
"พญาตะก่า" หรือเรียกว่า "แซพอเกรี่ยง" ได้ขออนุญาตรื้อพระเจดีย์ทั้ง 3 องค์ เพื่อทำขึ้นใหม่ให้เป็นองค์เดียวกัน
จนกระทั่งมาแล้วเสร็จสิ้นเมื่อพะโป้น้องชาย ได้มีการรวบรวมทุนทรัพย์บูรณะขึ้นใหม่ภายหลังที่แซภอเสียชีวิตลงก่อน
จะบูรณะสำเร็จ และได้ยกยอดฉัตรขึ้นประดิษฐานในเดือน 6 ปี ร.ศง 125 (พ.ศ.2449) ก่อนเวลาที่พระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จะเสด็จประพาสต้นเมืองกำแพงเพชร เพียง 3 เดือนเท่านั้น

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์เรื่องเสด็จประพาสต้น ครั้งที่ 2 ไว้ว่า
"กินข้าวแล้วล่องมาขึ้นที่วัดพระธาตุ ซึ่งแต่เดิมเป็นพระเจดีย์อย่างเดียวกับที่วัดพระธาตุใหญ่องค์หนึ่ง ซ่อม 2 องค์ พญาตะก่าสร้าง
รวม 3 องค์เป็นองค์เดียว แปลงรูปเป็นพระเจดีย์มอญ แต่ยังไม่แล้วเสร็จ พญาตะก่าตาย พะโป้ จึงได้มาปฏิสังขรณ์ต่อ แต่ยกฉัตร
ยอดซึ่งทำมาแต่เมืองมรแหม่งพึ่งแล้วแต่ฐานชุกชีถือปูนไม่รอบพระเจดีย์นี้ทาสีเหลือง มีลายปูนขาวและดูในแม่น้ำงามดี มีพระครู
อยู่ในวัดเป็นเจ้าคณะรองรูปหนึ่ง"


ภายหลังจากการบูรณะพระเจดีย์ในปี พ.ศ. 2392 พระเครื่องแห่งเมืองกำแพงเพชร ก็ได้แตกกรุออกมาจากวัดพระธาตุ เป็นปฐมฤกษ์
ในบรรดาพระเครื่องแตกกรุจากวัดแห่งนี้ มีพระกำแพงซุ้มกอและกำแพงทุ่งเศรษฐีอยู่ด้วย (ฝากกรุ)

สำหรับพระกำแพงซุ้มกอ พิมพ์ใหญ่ไม่มีลายกนกเป็นพระเครื่องเนื้อดินเผาที่มีเนื้อดินสีดำเป็นเนื้อดินละเอียดและจะปรากฏเม็ดแร่
สีแดง (ว่านดอกมะขาม) พร้อมกับคราบากรุสีเทา ที่สำคัญของแท้นั้นจะต้องไม่มีแร่กรวดทราบเจือปนอยู่เลย ซึ่งสีดำที่ว่าไม่ใช่
ดำสนิท หากแต่เป็นลักษณะของสีดำอมน้ำตาลเป็นพระเครื่องที่สร้างขึ้นมาเพื่อบรรจุพระเจดีย์ที่สร้างขึ้นก่อนปี พ.ศ. 1900

หลักการพิจารณาคร่าวๆ นั้นที่สำคัญเราจะต้องจดจำพิมพ์ทรงให้แม่นยำ เสียก่อน ทางด้านตำหนิ พิมพ์ทรงนั้นเป็นข้อปลีกย่อย
ที่จะต้องตามมาทีหลัง โดยเฉพาะเนื้อหาต้องถูกต้องเสมอ คือ จำเนื้อดินได้แล้ว พิจารณา ส่วนอื่นๆ ได้สบายเลยว่างั้นเถอะ

และนับว่าเป็นพระเครื่องอักพิมพ์หนึ่งของนครแห่งกรุพระเครื่องที่ถูกจัดอยู่ในชุด "เบญจภาคี"ที่สุดแสนจะหายากและมีราคา
การเช่าหาบูชากันสูงมากอยู่ที่หลักแสนปลายถึงล้านกว่าบาทขึ้นไป ที่สำคัญของแท้พบเจอจากกรุน้อยของปลอมมีอยู่มากมาย
ในวงการพระเครื่องบ้านเรา โดยเฉพาะฝีมือเซียนพระยุคเก่าๆ ท่านทำไว้หลากหลายฝีมือเลยทีเดียว บางองค์ถูกนำมาเช่าบูชา
กันเป็นของแท้แล้วก็มีนะครับ โปรดระมัดระวังกันไว้ให้มากๆ ก่อนการเช่าบูชากัน เพราะคำที่ว่า "มีกูแล้วไม่จน" นั้นอาจจะเป็น
"มีกูแล้วจน" ก็เป็นไปได้ครับ


เรื่องของสีในเนื้อดิน

เรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของพระกำแพงเม็ดขนุนก็คือสีสำหรับสีนั้นพระพิมพ์นี้มีเกือบทุกสีในกระบวนการสีของพระเครื่อง
ด้วยกัน กล่าวคือ จำพวกสกุลแดง ก็จะมีความแดงที่ไม่สดนัก ถ้าเข้มก็จะเป็นแดงคล้ำดังเช่นสีชาดก้อน หรือถ้าอ่อนก็เช่นสีอิฐ
จากนั้นก็เป็นแดงอมเหลืองอันเป็นสีที่สว่างอันออกในลักษณะสีส้ม ซึ่งจะมีความจัด อ่อนลดหลั่นกันไปอีก และจำพวกเหลืองแก่ นี้
จะเป็นสีที่สดสวยกว่าสีอื่นทั้งมวล ในสกุลพระกำแพงเม็ดขนุนด้วยกัน นอกจากนั้นก็เป็นจำพวกเหลือง สีเหลืองนี้มีสีค่อนข้างแห้ง
และนวลเช่นใบไม้แห้ง พิกุล แห้งมากกว่าเหลืองสด เหลืองสดที่ปราศจากการอมแดงนั้นพบน้อย นอกจากนี้ความอ่อนของสีเหลือง
ยังปรากฏอีกหลายระดับ จนถึงสีใบลานหรืออ่อนกว่าซึ่งบางท่านนิยมกำหนดเป็นสีขาวก็มี สำหรับสีสำคัญและดูง่ายที่สุดก็คือ
พวกสีน้ำตาล สีน้ำตาลของพระกำแพงเม็ดขนุนนั้น เป็นสีน้ำตาลเหลืองคล้ำ และแทรกด้วยเขียวเท่าเล็กน้อย กับมีความอ่อน
แตกต่างออกไปอีกหลายระดับ ตั้งแต่น้ำตาลสีขี้ผึ้งผสมจนถึงน้ำตาลแก่เม็ดมะขาม พระกำแพงเม็ดขนุนสีน้ำตาลนั้น เป็นจำพวก
เนื้อละเอียดนุ่มแทบทั้งสิ้นจึงดูง่ายมาก
นอกจากพระเนื้อละเอียดนุ่มปานกลาง และทั้งสีและเนื้อมีกจะมีความสม่ำเสมอทั่วทั้งองค์
เนื้อแบบนี้ถ้าหากมิได้ใช้แล้วเมื่อใช้แว่นขยายมากเท่าส่องดู จะเห็นความละเอียดยิบของมวลสารที่ประกอบกันเป็นหนึ่งเนื้อเกษตร
แต่ถ้าเป็นพระผ่านการใช้แล้วลักษณะดังกล่าวจะคงไว้ตามซอกต่างๆ ส่วนเนื้อที่สึกเพราะสัมผัสก็มักจะดูนุ่มจัดมากเช่นกัน
พระกำแพงเม็ดขนุน พิมพ์กลาง

สีที่สำคัญอีกพวกหนึ่งก็คือสีเขียว เรื่องของเนื้อเขียวที่ได้กล่าวมาแล้ว โดยแยกเป็น 2 กรณีส่วนสีก็จะเป็นไปตามเนื้อดังกล่าว
สำหรับกรณีแรก จำพวกเนื้อเขียวละเอียดนุ่ม มีคราบเหลืองหรือเหลืองแดงจัดอยู่ ส่วนมากเท่าที่พบมักจะเป็นสีเขียวอ่อน แต่
ออกไปในทางสีแห้งกว่า สิ่งเปรียบเทียบนั้น ส่วนในกรณีหลัง จำพวกเนื้อแกร่งมักจะเป็นสีคล้ำหรือเขียวอมเทา แต่ไม่อมเทาฟ้า
จัดดังเช่นพระคงหรือพระบาง ส่วนมากมักจะอ่อนกว่านั้น สีสุดท้ายก็เป็นสีที่ดูยากที่สุด คือสีดำซึ่งสีดำนี้เป็นของเนื้อพระสีดำ
ในประเภทของเนื้อดินมิได้ผ่านการเข้าไฟให้สุกความดำที่เกิดขึ้นนั้นก็เป็นความสำคัญของวัสดุดำเป็นหลัก ถ้าจะสันนิษฐานกัน
ก็ควรจะเป็นไปตามตำหรับคือ อาจารย์ท่านนิยมใช้ผงสมุห์ อันได้จากการเผาใบลานหรือสมุดข่อยที่ลงอักขระเลขยันต์แล้ว
ป่นเป็นผงละเอียดนำมาผสมกับน้ำรักเป็นก้อนเหนียวแล้วจึงเอามาอัดพิมพ์พระ ดังนั้นเนื้อสีดำมาผสมกับรักเป็นก้อนเหนียว
แล้วจึงมาอัดพิมพ์พระดังนั้นพระสีดำจึงดำสนิทเช่น แก่นมะเกลือแล้วเมื่อเก็บไว้ตามกาลเวลานานๆ ความแห้งเกิดมากขึ้น
ความนุ่มของเนื้อก็จัดขึ้น ลักษณะของผิวก็จะดำประหนึ่งกัลปังหา เนื้อสีนี้ สำหรับพระกำแพงเม็ดขนุนของกรุทุ่งเศรษฐีนั้น
ทราบว่ามี แต่เท่าที่พบมาแล้วดูองค์ประกอบอื่นเข้าด้วยน่าจะเป็นพระยุคหลังหรืออาจจะเป็นยุคปลายสมัยสุโขทัยซึ่งมิได้
มาจากกรุทุ่งเศรษฐี พระเนื้อดำนั้นไม่มีหลักเกณฑ์ที่หนักแน่น ในการพิจารณาคงได้แต่สังเกตจากความแห้ง ความแข็ง
เพราะอายุนานกับผิวเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งยากต่อการที่ชี้ชัดว่าเป็นอย่างไรได้ แต่ถ้าเป็นเนื้อที่มีลักษณะและวรรณะดังเช่น
พระกำแพงเม็ดเคล็ดหรือนางกำแพงหรือซุ้มกอดำ แล้วก็จะดูง่ายกว่ามาก

เรื่องของผิวและคราบในเนื้อดิน

ต่อจากเรื่องของสีก็ควรจะเข้าถึงเรื่องของผิวและคราบสำหรับพระกำแพงเม็ดขนุน จำพวกเนื้อดินนั้นเท่าที่พบแทบทุกองค์
มีร่องรอยของการลงรักไว้
แต่เดิมเรื่องรักนี้มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับผิวพระโดยตรง เพราะรักมีส่วนในการรักษาผิวเนื้อไว้ได้
ดีที่สุดแห้ง-ร่อนได้ยากเต็มที คนโบราณท่านจึงนิยมลงรักเพื่อให้บังเกิดความคงทนถวารสมตามเจตน์จำนงในการสือต่อ
พระพุทธศาสนา ส่วนการจะปิดทองคำเปลวหรือไม่นั้นก็เป็นอีกกรณีหนึ่งซึ่งก็ควรจะมีแน่เพราะยุคที่สร้างนั้นเป็นยุคที่สมบูรณ์
พุลสุข มีความนิยมใช้ทองคำเปลวกันแพร่หลาย แต่ทองคำเปลวนั้นสึกกร่อนได้ง่ายมาก เมื่อกรุถูกความร้อนความเย็นน้ำ
ผ่านชั่วนาตาปี สิ่งเหล่านี้ก็เสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา สิ่งที่คงเหลืออยู่ก็คือเศษรักที่ติดอยู่ตามซอกทั่วๆไปที่กล่าวไว้ว่า
รักนั้นมีความสำคัญต่อผิวพระมาก เพราะองค์ประกอบภายในของรักนั้นมีน้ำมันพืชที่เหนียวอยู่มิใช่น้อย ซึ่งน้ำมันนี้ย่อยจะซึม
เข้าเนื้อพระทำให้เนื้อพระเกิดความนุ่มได้ส่วนหนึ่ง ดังนั้นเมื่อรักร่อนไปแล้วส่วนของผิวพระยังดำรงในความนุ่มอยู่
ย่อมสร้างความซึ้งให้เกิดขึ้น ที่กล่าวมานี้ก็เป็นเรื่องของผิวที่มีการลงรักมาแต่สร้าง จึงเข้าลักษณะที่บางท่านนิยมเรียกว่า
รารักเช่นกัน แต่ลักษณะอีกแบบหนึ่งที่เป็นราดำเกาะเป็นจุดๆ ที่ฝังลงใต้ผิวพระ ดังปรากฏในพระกำแพงบางพิมพ์นั้น
จะปรากฏในพระกำแพงเม็ดขนุนหรือไม่

โดยข้อสันนิษฐานทั่วๆ ไปนั้นก็คงจะมีเช่นกัน แต่อาจจะน้อยโดยจะมีเฉพาะบางองค์ที่อยู่ในซากกรุ ซึ่งสัมผัสสิ่งภายใน
แก่น้ำมันน้อยครั้ง จนทำให้ลักษณะความเหนียว-แกร่งของผิวลดลง ราดำอาจจะเกิดในลักษณะเขียวแกอมดำเกาะ
แต่เท่าที่เคยพบนั้นเป็นพระกำแพงเม็ดขนุนเนื้อดินละเอียดเนื้อนุ่มสีแดงอมเหลือง (สีส้มสุก) ซึ่งพบในซากกรุเก่าข้างแนว
ซากกำแพง โดยกรุคงจะเสียหาย เพราะความหักพังตามธรรมชาติที่เก็บพระจึงถูกน้ำผ่านเป็นเนืองนิจ ผิวเริ่มเปื่อยยุ่ย
ลักษณะความแกร่งของผิวหมดไป โดยมีราเกาะเป็นสีเขียวคล้ำคล้ายตะไคร้น้ำ แต่ยังไม่คล้ำแก่ดังเช่นราดำที่กล่าวถึง
กรณีนี้หากอยู่นานต่อไปอาจจะเป็นไปได้ที่จะแปรสภาพเป็นเช่นนั้น ผู้พบพระชุดนี้เล่าว่าในขณะพบครั้งแรกนั้น
(ประมาณ พ.ศ.2496) สังเกตผิวดินรอบๆ บริเวณมีความชื้นมากเมื่อหยิบพระครั้งแรกนี้ขึ้นมาดูจับแรงไปทำให้บี้ไป
เสียหลายองค์ ผลที่สุดต้องค่อยๆ เอาขึ้นมาถูกลม-แดดพอหมาดจึงแยกเป็นองค์ๆ ได้

สำหรับพระกำแพงเม็ดขนุนเนื้อละเอียดนุ่มจัดเมื่อมีการแต่งผิวด้วยการใช้สำลีเช็ดจนมีความสว่างปรากฏนั้น ถ้าพินิจ
พิเคราะห์ให้ดีอาจจะมีบางองค์ที่เห็นบริเวณซอก และร่องต่างๆ คล้ายเป็นฝ้า หรือเยื่อขาวใสฉากบางๆ ปรากฏอยู่
ลักษณะนี้เมื่อเนื้อพระถูกความชื้นเข้าเล็กน้อยก็จะหายไป และในกรณีที่สึกมากๆ เนื้อช้ำเพราะการใช้ปราศจาก
การทนุถนอม ลักษณะฝ้านี้จะน้อยลงหรือหมดไปได้ซึ่งฝ้านี้จะเกิดได้อย่างไรก็สุดจะพิจารณาออกได้ อาจจะเป็น
ลักษณะเฉพาะของมวลสารที่ผสมในเนื้อนั้นนั่นเองเป็นสำคัญ และได้เคยถามนักสะสมพระรุ่นเก่าท่านบอกว่าเป็น
ฝ้าว่านที่ผสมอยู่

นอกจากผิว ฝ้าดังกล่าวข้างต้นแล้วก็มีสิ่งสำคัญอีกเรื่องก็คือเรื่องคราบสำหรับคราบแดงเหลือง ที่ปรากฏใน
พระกำแพงเม็ดขนุนเนื้อเขียวได้กล่าวมาแล้ว ส่วนคราบอื่นๆ ซึ่งเกิดบริเวณผิวพระก็ได้แก่คราบสีขาวหม่นจะเกาะอยู่
บางๆ ตามส่วนรอยลึกโดยเฉพาะตามร่องลายมือจะเห็นชัดกว่าที่อื่น และในคราบของพระกำแพงเม็ดขนุนนั้น
จากการพิจารณาแล้วได้หลักบางประการอันประกอบด้วย

1. บริเวณส่วนที่ยังมีเศษรักติดอยู่มักจะไม่เกิดคราบและรักนี้เมื่อร่อนออกไปแล้วปรากฏฝ้าขาวจับเหนือผิว
พอสังเกตเห็นสีเนื้อพระได้กำไร

2. พระกำแพงเม็ดขนุนนี้คราบเกาะอยู่น้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับพระอื่นๆ ทั้งนี้มีผู้รู้ให้ข้อคิดเห็นว่าเป็นพระที่มี
เนื้อละเอียด ผิวแน่นเนียนและมีสารผสมในเนื้อพระมากอย่าง (คล้ายน้ำมัน) ที่ทำให้คราบเกาะได้ยากประการหนึ่ง
ลักษณะที่อยู่ในกรุของพระถูกห้อมล้อมด้วยสิ่งที่เกิดคราบได้ยากประการหนึ่งและเนื้อพระเป็นวัสดุที่ยากต่อการ
จับตัวของคราบอีกประหนึ่ง

3. เนื้อพระกำแพงเม็ดขนุนประเภทละเอียดนุ่ม แต่ผิวไม่แน่นอันมีลักษณะคล้ายเกษตรนั้นมักจะไม่มีคราบคงจะเป็น
เพราะความเหนียวแน่นของเนื้อพระมีน้อยคราบที่จับผิวจึงง่ายต่อการหลุดเมื่อชะล้าง และก็คงจะหลุดไปเสียหมด
เมื่อนำพระออกจากรุในระยะแรกๆ

ดังนั้น พระกำแพงเม็ดขนุนส่วนมากจึงมีคราบจับน้อย หรืออาจจะกล่าวโดยทั่วไปได้ว่าพระกำแพงเนื้อดิน
ละเอียดนุ่มจัดนี้ ทุกพิมพ์จะมีคราบจับน้อยก็ได้


นอกจากเรื่องคราบแล้ว ในสมัยก่อนประมาณ 30 ปีผ่านมานี้ ได้รับคำอธิบายจากนักสะสมพระรุ่นใหญ่ ให้รู้จักกับไคล
ซึ่งคู่กับคราบไคลเป็นสิ่งที่เกาะกับผิวพระกำแพงเม็ดขนุนบางองค์ที่บางและมีสีคล้ำ เขียวอมน้ำตาลแก่ จับเป็นตอนๆ
ประปรายและมาในสมัยปัจจุบัน บางท่านก็เรียกว่าไคลบ้างก็เรียกว่าคราบดำและถ้าสีเข้มจุดเล็กๆ ก็เรียกว่า ราดำ
แล้วถ้าพิจารณาแล้วสันนิษฐานดูก็ควรจะเป็นสิ่งที่มีชีวิตจำพวกพืชเช่น ตะไคร้น้ำเกาะในขณะบรรจุอยู่ในกรุ
ซึ่งชำรุดอากาศผ่านได้แล้วเมื่อนำพระออกมาภายนอกผิวแห้งขึ้นกับเมื่อใช้ไปนานๆ สภาพคล้ายกับไคลดังกล่าวนั้น

สำหรับพระกำแพงเม็ดขนุนที่บรรจุในกรุต่างๆ ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง เมืองกำแพงเพชรนี้หากจะแบ่งแยก
ความแตกต่างของเนื้อดิน ที่มีอยู่ตามกรุแล้วจะพิจารณาได้ในขอบเขตกว้างๆ เท่านั้น เพราะหลักฐานที่ปรากฏ
ลางเลือนมาก อันล้วนแต่เป็นคำบอกเล่าต่อๆ กันมาเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นหากจะกำหนดแนวกว้างๆ ก็จะปรากฏว่า
เนื้อชนิดละเอียดนุ่มจัดเท่านั้นมักจะมีในกรุวัดพระบรมธาตุและกรุใหญ่-น้อยที่อยู่ใกล้เคียงกัน โดยจะมีเนื้อรวมทั้งสีต่างๆ
ละม้ายกันส่วนกรุที่มีอาณาบริเวณห่างออกไปอีกแต่ยังอยู่ในละแวกทุ่งเศรษฐีด้วยกันนั้นประเภทเนื้อนุ่มแน่นจัดปรากฏน้อย
โดยเฉพาะของกรุวัดพิกุล แม้ว่าเนื้อละเอียดเช่นกันแต่ก็จะมีความนุ่มน้อยกว่า โดยจะเป็นประเภทเนื้อค่อนข้างแกร่ง
เสียเป็นส่วนใหญ่

ส่วนประเภทเนื้อละเอียดนุ่มแต่ความเนียนของผิวไม่แน่นนักจะมีความสม่ำเสมอของเนื้อดีทั่วองค์ ก็จะปรากฏมีอยู่ในกรุต่างๆ
ใกล้เคียงกันกับกรุวัดพระบรมธาตุเป็นส่วนมาก ส่วนที่อยู่ห่างออกไปนั้น ไม่ค่อยพบ

หากจะพิจารณาในด้านมวลสารสำคัญที่ผสมในเนื้อดิน อันได้แก่ว่านดอกมะขามกับเม็ดแร่แล้วจะปรากฏว่า เนื้อของกรุวัดพิกุล
มักจะมีขนาดใหญ่และจำนวนมากกว่าของกรุพระบรมธาตุ

ประเภทเนื้อดินคราบแดง-เหลืองทางกรุวัดพิกุลมักจะมีความแกร่งมากกว่ากรุวัดพระบรมธาตุและจำพวกเนื้อเขียว
ที่ผิวนุ่มนั้นยังไม่เคยพบว่ามีทางกรุวัดพิกุลโดยส่วนมากมักจะพบที่กรุย่านกลางของกรุทุ่งเศรษฐี

อนึ่ง สำหรับเนื้อดินของพระกำแพงเม็ดขนุนฝั่งตะวันออก เป็นจำพวกเนื้อละเอียด เช่นเดียวกันแต่ความนุ่มมีน้อย นอกจาก
บางองค์ที่ผ่านการใช้พอสมควร เมื่อได้รับการแต่งผิวก็ปรากฏความนุ่มขึ้นบ้างแต่น้อยกว่าของกรุวัดพระบรมธาตุมาก
แต่พบบางองค์ที่มีผิวบ่งลักษณะ คล้ายการเคลือบบางๆ ดังกล่าวมาแล้วในตอนต้นซึ่งลักษณะการเคลือบนี้ แม้จะมีความมัน
ก็แตกต่างไปจากความมันอันเกิดจากเนื้อนุ่ม และพระกำแพงเม็ดขนุนตามกรุต่างๆ ในฝั่งนี้ นอกจากเนื้อจะแตกต่างไป
จากฝั่งตะวันตกแล้วหากนำพิมพ์พระไปพิจารณาประกอบการเปรียบเทียบแล้ว ก็จะปรากฏให้เห็นว่าเป็นพระที่สร้างต่างยุคกัน
โดยทางฝั่งตะวันออกน่าจะสร้างหลังกว่า

จากที่ได้กล่าวถึงพระกำแพงเม็ดขนุนเนื้อดินมาแล้วนี้ พอจะสรุปการแบ่งลักษณะของเนื้อดินได้ดังนี้
พระกำแพงเม็ดขนุน พิมพ์ใหญ่

1. ชนิดเนื้อแน่นนุ่มจัดเป็นเนื้อละเอียดผิวเนื้อประหนึ่งขี้ผึ้ง มีความมันลึกจากเงาสว่างเกิดง่ายเมื่อถูกเช็ดถู บางองค์ปรากฏ
วัสดุคล้ายเยื่อบางๆ ในสภาพผิวโดยจะหายไปได้เมื่อลบเงาสว่างออกไป เนื้อที่มีแทบทุกสีและที่จัดมากมักจะมีสีอมน้ำตาล
ทั้งแก่และอ่อน หากจะมีการผ่านแล้วถ้าเป็นสีจำพวกแดงหรือแดงส้มมักจะมีสีเหลืองผ่าน ส่วนว่านดอกมะขามละเอียด
และเม็ดแร่จะปรากฏน้อย หรือไม่ปรากฏ ถ้ามีก็เป็นเมล็ดเล็กๆ ลักษณะคราบจะปรากฏตามซอกหรือร่างเล็กๆ

2. ชนิดเนื้อละเอียดนุ่มเป็นเนื้อละเอียดประเภทเกษร ผิวเนื้อไม่แน่นเนียนมีความมันจากเงาสว่างไม่ลึกนัก เนื้อมีความสม่ำเสมอ
แทบทั่วทั้งองค์ สีที่พบแล้วอยู่ในสกุล จำพวกแดงแต่อมคล้ำและแดงประหนึ่งชาดก้อนก็เคยปรากฏ ส่วนความผ่านของเนื้อที่
ปรากฏคือ สีเหลือง ผิวชั้นนอกมักจะสึกหรอ เพราะธรรมชาติ อันทำให้คราบเกาะได้ยาก สำหรับว่านดอกมะขามและแร่
เท่าที่พบยังไม่เคยปรากฏ

3. ชนิดเนื้อแกร่งเป็นเนื้อละเอียดที่มีความแกร่ง แข็งพอตัว มีว่านดอกมะขามและเมล็ดแร่ปรากฏเห็นชัด สีส่วนมากเป็นสีสกุลแดง
และเขียวอมเทา ถ้าเป็นสีเขียว คราบแดง-เหลือง จะหนาสำหรับเนื้อผ่านมักจะผ่านเขียวคล้ำหรือเขียวอมเทา ส่วนคราบมีเกาะอยู่
ตามซอก และร่องทั่วไปเงาสว่างเมื่อเช็ดถูปรากฏน้อย

ประเภทเนื้อว่าน

พระกำแพงเม็ดขนุนเป็นพระที่พ่อครูฤาษีสร้าง ดังนั้นว่านจึงมีส่วนสำคัญในการนำมาสร้างเป็นเนื้อพระเพราะพ่อครูฤาษี
ถือว่าว่านเป็นพืชศักดิ์สิทธิ์ มีอิทธิฤทธิ์ภายในตัวเองการสร้างสิ่งมงคลทั้งมวลจึงมักจะมีว่านเข้าเป็นส่วนร่วมอยู่เสมอ
แม้แต่ความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันก็ขาดไม่ได้เสียซึ่งว่านเหล่านี้ บ้างก็ใช้ลูบไล้ร่างกาย เพื่อความสะอาดหมดมลทิน
มีราศี หรือคงกระพันบ้างก็ฉันประกอบภัตตาหารเพื่อเป็นยาอายุวัฒนะ บ้างก็ผสมลงในเภสัชรักษาโรคภัยไข้เจ็บ
ดังนั้นว่านจึงให้ความสำคัญต่อชีวิตประจำวันของผู้บำเพ็ญพรตอย่างขาดไม่ได้ แม้แต่ท่านเจ้าประคุณหลวงพ่อสมเด็จ
พระพุฒาจารย์(โต) ก็มีความนิยมที่จะอาบว่านนางคำอยู่เป็นเนืองนิจ

เรื่องจริงไม่อิงนิยาย คนชื่อ สุรเดช ปรีชาญาณ (อ้อย)นักปฏิมากรสร้างพระมือหนึ่งของประเทศไทยได้บอกกับข้าพเจ้า
ไว้หลายอย่าง หลายประการโดยเฉพาะพระเครื่องเมืองกำแพงอย่างลึกซึ้งไม่ปิดบังอำพราง แม้แต่ดินสร้างยังเอามาจาก
เมืองกำแพงมาเสร็จ พระแท้ก็มีมาก พระเทียมก็มีเยอะ เราต้องเลือกบริโภคเอาว่าจะเอาชนิดไหน ต้องดูเป็นด้วย

ประกวดพระทุกคราวงานระดับบิ๊กๆ ของเราติดรางวัลทุกครั้งหลายราย และครั้งนี้ก็อีกนั่นแหละรอยลายมือข้างหลัง
องค์พระยังสามารถบอกได้ว่า องค์นี้แหละของเราชัดๆ เยี่ยมยุทธสุดยอด

สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นอุทธาหรณ์ให้เรารู้ว่า รอยยิ้มอันหวานระรื่นของคนที่ไม่รู้เรื่อง.........กลับมารับรู้ รอยยิ้มอันหวานชื่น
ต้องกลายมาเป็นความเศร้าหมองและขมขื่น อะไรจะเกิด?

เขาใช้ความพยายามในการทำ 10 ปี เศษเขาสร้างพระกำแพงที่ว่านี้เหมือนดังในภาพฝังดินคราบกรุ แร่ดอกมะขาม
และสนิมรารัก ความตกกระคล้ายช้าง (ช้างเผือกตกกระ) บอกความเก่าให้เสร็จเรียกว่าดีเกินคาด ..
  www.soonphra.com
ศูนย์พระดอทคอม
คลังข้อมูลพระเครื่องออนไลน์
ติดต่อโฆษณา ที่ ad@soonphra.com หรือ 01-6324576
Copyright 2002 Soonphra.com Allright Reserved